เสียงไซเรน ณ โรงพยาบาลวชิระ ในคืนวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เป็นสัญญาณบอกถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเมืองฟ้าอมร กรุงเทพมหานคร หมอและพยาบาลในชุดขาว ต่างทำหน้าที่กันอย่างหนักเพื่อรักษาผู้บาดเจ็บที่ร่างกายล้วนนองเลือด โดยไม่สนใจว่าคนๆนั้นจะใส่ชุดสีกากี หรือ สีเหลือง บุรุษในเสื้อสีเหลือง ร้องโอดโอยจากการมีรอยแผลลึกที่หน้าแข้ง และ ตามตัวหลายแห่ง

ขณะที่ตำรวจซึ่งใส่ชุดสีกากีนั้น หมดสติไปแล้วจากการถูกของของแข็งบางอย่างฟาดเข้าตามร่างกาย หลังจากเข้าทำการรักษาในห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน พยาบาลได้เปลี่ยนชุดทั้งคู่เป็นชุดของโรงพยาบาล และ พาเข้าพักฟื้นในห้องเดียวกัน ในห้องมีครอบครัวของทั้ง 2 ฝ่ายมาเยี่ยมตามคาด แต่ต่างไม่ได้คุยกันด้วยไม่รู้จักกันมาก่อน มีเพียงม่านบางๆกั้นระหว่างความเป็นส่วนตัวของครอบครัวทั้ง 2

“พ่อเป็นไงบ้าง เจ็บไหม?” เสียงเล็กๆที่บริสุทธิ์ดังมาจากฝั่งหนึ่งของห้อง
“เจ็บนิดหน่อยลูก” เสียงผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ในชุดของโรงพยาบาล พยายามพูดเพื่อปลอบใจลูกรัก
“หนูไม่อยากให้พ่อออกไปทำงานอีกแล้ว ทำไมเขาถึงต้องตีพ่อด้วย” เสียงเล็กๆยังถามต่อไปด้วยความไม่ประสีประสาเรื่องของผู้ใหญ่
“มันเป็นงานนะลูก ….พ่อเป็นตำรวจชั้นผู้น้อย หัวหน้าสั่งก็ต้องทำ มันเป็นหน้าที่ มันเป็นกฎ ”

คำสนทนาเหล่านี้ดังเพียงพอที่จะทำให้เพื่อนร่วมห้องของเขาต้องเงี่ยหูฟังด้วยความสนใจ

“ถึงพ่อไม่ชอบพ่อก็ต้องทำเหรอ”
“พ่อไม่อยากจะทะเลาะกับคนไทยด้วยกันเลยลูก บ้านเราก็ไม่ได้ชอบรัฐบาลนี่ ”
“แล้วพ่อจะออกไป ให้เขาทำร้ายแบบนี้ทำไม” เสียงเล็กๆเริ่มสั่นเครือ เพราะไม่เข้าใจเหตุผลที่พ่อของเธอพยายามจะอธิบาย

บรรยากาศในห้องเริ่มผู้ป่วยเริ่มเงียบงัน มีเพียงเสียงโทรทัศน์ที่บรรดานักวิจารณ์ ต่างพร่ำบอกกับสังคมว่า ตำรวจรังแกประชาชน ประชาชนบาดเจ็บ เสียชีวิต ตรงกันข้ามกับภาพที่เด็กน้อยเห็นเบื้องหน้า เธอกับพ่อของเธอต่างหากที่ถูกทำร้าย

เสียงเล็กๆในห้อง กำลังร่ำไห้บอกกับโทรทัศน์ บอกกับคนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นว่า แล้วพ่อหนูล่ะ ….พ่อหนูอยู่ที่นี่ นอนอยู่ตรงนี้ บอกหน่อยได้มั้ยว่า แล้วพ่อหนู ไม่ใช่คนไทยหรือไง ใครทำพ่อของหนู???

ทันใดนั้นม่านบางๆซึ่งกั้นระหว่างเตียงของ บุรุษผู้รักชาติและผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ ได้ถูกเปิดขึ้น

“คุณตำรวจ….ผมขอโทษ” คำพูดสั้นๆคำแรกที่บรรยายความรู้สึกนับพัน หลุดออกมาจากความรู้สึกของชายมีอายุผู้รักชาติคนนั้น

นายตำรวจในชุดผู้ป่วย แปลกใจกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งจะได้ยิน ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา กับการต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มพันธมิตรทุกวี่วัน เขาเคยชินซะแล้วกับคำพูดถากถางต่างๆ จากฝ่ายที่ได้ชื่อว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม หรือ เป็นฝ่ายรักชาติอะไรก็ตามแต่

“คุณลุงเป็นใครคะ ?” เสียงใสๆถามด้วยความสงสัย

“ลุงก็อยู่กลุ่มเดียวกับคนที่ทำให้พ่อหนู เข้าโรงบาลนั่นแหละ” เสียงชายสูงอายุพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ

“แล้วเพื่อนคุณลุงทำร้ายพ่อหนู ทำไม?” เสียงเล็กๆเริ่มถามอย่างคาดคั้น
“บางครั้งหนูก็ไม่เข้าใจ มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่กับความถูกต้อง วันหน้าหนูจะได้อยู่ในสังคมที่ดีนะหนูนะ”

“แล้วลุงไม่คิดเหรอคะว่า ถ้าพ่อหนูตาย …ลุงได้สังคมทีดี แล้วหนูต้องเป็นเด็กกำพร้า…..หนูทำผิดอะไร ?” เด็กน้อย ไม่ได้พูดอะไรต่อ นอกจากให้น้ำตา แทนคำพูดที่เหลือทุกๆอย่าง

“บางครั้งเมื่อลุงอยู่กับเพื่อน ลุงอยู่กับคนคิดเหมือนกัน …ลุงเห็นคนข้างหน้าคือศัตรู ที่ต้องจัดการ ลุงเห็นคนใส่เสื้อไม่เหมือนลุงคิดไม่เหมือนลุง เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น…..พอวันนี้เราใส่เสื้อเหมือนกัน …..ได้ฟังหนูกับพ่อคุยกัน ลุงว่า….ลุงเหมือนพึ่งจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา ลุงต้องขอโทษหนูจริงๆ…” เสียงกับแววตาของชายสูงอายุ มีท่าทีสำนึกต่อเสียงเล็กๆนั้น

“ผมก็ต้องขอโทษด้วยเหมือนกัน ถ้าทำอะไรให้ประชาชนอย่างคุณโกรธ หรือ เข้าใจผิด…หลายวันที่ผ่านมานี้ ผมโดนเสียดสีและยั่วโมโหจากผู้คนและสังคมมากมาย เหมือนผมไม่ใช่คน เหมือนเป็นสัตว์ร้ายอะไรสักอย่าง ผมเสียใจจริงๆ ผมไม่เคยคิดจะทำร้ายใคร ผมก็มีลูกเมีย ผมอยากกลับบ้าน อยากพาลูกเมียไปเที่ยว ผมก็ไม่ได้ทำ ผมต้องออกมาทำงานทุกวันในรอบ 1 เดือนมานี้ ผมคิดถึงลูกเมียผมมาก ภาวนาว่าขอให้เรื่องนี้มันจบๆเสียทีจะได้กลับไปเห็นหน้าลูกเมีย พึ่งจะเห็นหน้าลูกครั้งแรกก็ตอนที่ลูกต้องมาเยี่ยมผมที่โรงพยาบาล….แต่ถ้าคุณเข้าใจผม ผมคิดว่านาทีนี้ ตรงนี้มันคุ้มค่ามาก ” เสียงคุณตำรวจ พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยมิตรไมตรี

วันนั้นภายในพื้นที่เล็กๆของห้องพักฟื้นสี่เหลี่ยม หัวใจของชาย 2 คนทำให้ห้องนี้ดูกว้างขวางขึ้น อย่างน้อยก็ดูกว้างกว่าที่ทำเนียบ หรือ รัฐสภา กรอบที่พันธนาการคนทั้งคู่ไว้ด้วยหัวโขนที่แต่ละคนใส่อยู่ด้วยความโกรธและเกลียด ถูกทำลายลงหลังจากที่ได้มีการพูดคุย และตระหนักต่อความรู้สึกของการเป็นมนุษย์ด้วยกัน …

คำเตือน: บทความนี้ประกอบด้วยความคิดเห็นรุนแรงและมีแนวทางเป็นของตัวเองสูง ใครรับไม่ได้โปรดหลบไปก่อน

 

บอกตรงๆว่าช่วงนี้ผมเบื่อกับปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศมากๆ คิดอยู่ว่าจะหาทางระบายออกมาอย่างไรดี…
วันนึงเจอเมลล์ของน้องที่ Office เก่า FWD มาให้อ่าน แล้วรู้สึกจี๊ดขึ้นมา กะไว้ว่าหลังสอบเสร็จจะมาเขียนบล็อกซะหน่อย

วันนี้ได้โอกาสเลยขอระบาย สักที

:shock:

ป.ล. เนื้อความในเมลล์สีดำ แต่ความคิดเห็นของผมสีแดง

ข้อความเริ่มต้นของเมลล์ เปิดมาด้วย

เกลียดทักษิณมาก และเกลียดสมัครมากที่สุด

ไม่ได้เห็นด้วยกะพันธมิตรทุกอย่าง แต่……
 
เสียคายที่คนเขียนข้อเขียนนี้ และคนที่เห็นตามนี้ไม่ได้ฟังและทำตามพระราชดำรัสของในหลวงที่ทรงคอยเตือนให้คนไทยมีความสำนึกรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
เสียดายที่คนบางพวกวางเฉย ไม่นำพากับความเป็นไปของชาติ ว่าพวกนักการเมืองโกงกินนั้นกำลังตั้งหน้าตั้งตาบ่อนทำลายประเทศอยู่
เสียดายที่คนไทยส่วนหนึ่ง รักความสะดวกสบายส่วนตัวมากกว่าความอยู่รอดของชาติ
เสียดายที่คนไทยส่วนหนึ่ง ไม่เคยศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน  ก่อนจะตัดสินใจประนามคนที่กำลังรักษาความถูกต้องและความดำรงอยู่ของชาติ
เสียดายที่มีคนไทยกลุ่มหนึ่งมีอคติ ด่ากราดเขาไปทุกฝ่าย อ้างว่าตัวเองเป็นกลาง แล้วคิดว่าตัวเองวิเศษกว่าคนอื่น

ผมเป็นพวกวางเฉย ไม่สนใจกับความเป็นไปของชาติ อย่างที่คุณพูดแหละครับ ผมรักความสะดวกสบาย ผมไม่เคบศึกษาข้อมูล และไม่คิดจะสนใจใดๆ
เพราะผมไม่เชื่อหรอกครับว่าที่ทุกคนทำอยู่เนี่ย ทำเพื่อชาติจริงๆ ผมไม่รู้หรอกครับว่าอะไรถูกหรือผิด อาจจะเพราะผมโง่เกินไป แต่ผมรู้อย่างเดียวว่าสิ่งที่ผมทำได้ก็คือ
ไม่ทำร้ายใคร ไม่เบียดเบียนใคร และไม่ตัดสินใครจากคนที่คิดต่าง (แต่อย่ามาด่าผมนะครับ ผมด่ากลับจิงๆด้วย)

:cry:

แตกต่างแต่ไม่แตกแยก รู้จักป่ะครับ ผมไม่เคยมองว่าพันธมิตรเลวหรือทักษิณเลว แต่ผมไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมคนชอบทักษิณต้องด่าพันธมิตร และคนชอบพันธมิตรต้องด่าทักษิณ

สภาพของพวกคุณตอนนี้มันต่างอะไรกับเด็กช่างกลที่ยกพวกตีกันครับ
ผมไม่ได้วิเศษวิโสกว่าคนอื่น เป็นคนธรรมดา มีข้อดีข้อเสีย แค่อยากจะบอกคุณว่า คุณจะเป็นพวกไหน คุณก็คือคนไทย

แล้วการที่คนไทยทำร้ายกันเอง มันน่าเจ็บปวดแค่ไหนครับ สำหรับพ่อหลวงของไทย
ถ้าให้เลือกบ้านที่ร่ำรวย แต่ทุกคนในบ้านทะเลาะกัน กับบ้านที่ยากจนแล้วทุกคนรักกัน ผมขอแบบหลังดีกว่าครับ ว่าแต่คุณล่ะครับ อยากได้แบบไหน

:arrow:

คุณคิดว่าคนที่เขาไปร่วมชุมนุมนั้นทำเพราะมีความสุขหรือ เขาสนุกหรือที่ต้องไปทนตากแดแตากฝนเป็นเวลาหลายๆเดือน
(ก็อย่าไปสิครับ ถ้าคุณชอบไปแล้วจะมาถามผมทำไม ผมไม่ได้ว่านะ)

หรือเขายากจน ต้องรับจ้างรายวันไปชุมนุมเพื่อยังชีพ
(ไม่ทราบครับ คนเราต้องทำมาหากิน ผมก็ต้องทำมาหากินเหมือนกัน)

หรือเขาโง่เง่าเต่าตุ่นด้อยการศึกษาจนถูกแกนนำพันธมิตรจูงจมูกไปไหนก็ได้
หรือเขามีเวลาว่างมาก ไม่มีงานการทำเป็นหลักแหล่ง ไร้ฐานะทางสังคม
(ไม่ทราบจริงๆครับ ด้วยความเคารพ ผมว่าคุณคิดไปเองแล้วแหละ)

ถ้าคุณคิดอย่างนั้นก็กรุณาสละเวลาไปทำเนียบหาความจริง เพื่อว่าโลกทัศน์ของคุณจะได้ขยายกว้างขึ้น
(คงไม่ไปหรอกครับ ความจริงคืออะไรผมยังไม่รู้เลย ข่าวเรื่องเดียวกันแต่ละช่องยังเสนอไม่ตรงกันเลยครับ โลกทัศน์ผมแคบก็ไม่เป็นไรครับ ว่าแต่ว่าคุณคิดว่าโลกทัศน์คุณกว้างกว่าผมแค่ไหนครับ ช่วยกลับไปอ่านประโยคที่ว่า
“เสียดายที่มีคนไทยกลุ่มหนึ่งมีอคติ ด่ากราดเขาไปทุกฝ่าย อ้างว่าตัวเองเป็นกลาง แล้วคิดว่าตัวเองวิเศษกว่าคนอื่น” แล้วคิดสักนิดว่าที่คุณทำนี่มันเป็นแบบไหนครับ)

คุณคิดว่าพวกสหภาพแรงงานชอบหรือที่จะต้องเสี่ยงกับการถูกลงโทษจากการผละงาน
(แล้วจะผละไปทำไมละครับ หน้าที่ก็ต้องรับผิดชอบสิครับ ไม่ชอบก็อย่าทำ หรือใครบังคับ?)

คุณคิดหรือว่าแกนนำพันธมิตร เขาจะหนีเงื้อมมือของกฏหมายได้ตลอดไป
(แล้วทำไมต้อง อารยะขัดขืน ล่ะครับ ก็มอบตัวซะสิครับ)

หวังว่าคุณคงมีสำนึกรักชาติมากกว่านี้สักนิด อย่างน้อยก็ให้มากกว่าที่จะกลัวเสียประโยชน์ส่วนตัว
(แล้วคุณรักชาติแค่ไหนละครับ ถึงมาว่าผมไม่รักชาติ วัดจากอะไรครับ แล้วผมมีประโยชน์ส่วนตัวอะไรละครับกับเรื่องนี้ ผมละงง ผมเนี่ยเสียผลประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่อง)

หวังว่าคุณคงเข้าใจคำว่าเป็นกลาง พอที่จะสามรถใช้มันอย่างถูกกาลเทศะ ไม่นำมาใช้พร่ำเพือ

(ผมเป็นกลางแน่นอนครับ ผมไม่เลือกข้าง และไม่เลือกผิดถูกครับ)

 

หวังว่าคุณมีความฉลาดพอที่รู้ว่าระหว่างความดีกับความเลว ความถูกและความผิดนั้นเป็นกลางไม่ได้
หวังว่าเวลาคุณได้ยินเพลงชาติคุณจะสามารถพัฒนาจิตใจของคุณให้มีความเสียสละเพื่อชาติให้มากกว่านี้
(ครับ ผมจะพยายาม)

หวังว่าคุณจะมีสามัญสำนึกในการยึดถือจริยธรรมความถูกต้อง มากกว่าอคติ
(คุณกลับไปดูตัวเองก่อนดีไหมครับ..)

 

หวังว่าคุณจะสามารถพัฒนาจิตใจและสามารถใช้มันอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้สมองแต่เพียงอย่างเดียว
(ตกลงจะให้ใช้เหตุผลหรืออารมณ์ครับ เหตุผลมาจากสมอง อารมณ์มาจากจิตใจ)

ผมอยากได้ประเทศไทยแบบเมื่อก่อนกลับคืนมา ไม่ทราบว่าจะไปขอได้ที่ไหนครับ

:mrgreen: